• สุขภาพ

    ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ

    หากใครที่เป็นสายสุขภาพ หรือมีเพื่อนที่กำลังดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการลดน้ำหนัก อาจจะเคยเห็นคนเหล่านั้นเขี่ยเอาไข่แดงออกจากไข่ขาวมาบ้าง หากถามคนๆ นั้น เขาก็มักจะตอบกลับมาว่าไข่แดงนั้นมีคอเลสเตอรอลสูง จะทำให้อ้วน แต่นั่นจริงไหมเราก็ไม่รู้ วันนี้เราจึงมาไขข้อสงสัยกันว่า ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ แต่การบริโภคอะไรที่มากเกินไป จริงๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว การจะทานอะไรควรทานอย่างพอดี เท่าที่ต้องรับสารอาหารเท่านั้น ทำไมเราถึงถูกห้าม ไม่ให้ทานไข่แดง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยเก่าที่ระบุว่า คอเลสเตอรอล เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า การทานไขมันมากๆ ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนนำไปสู่โรคหัวใจ และหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้วใช่ว่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ๆ สาเหตุเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคนี้อีกมากมาย ทั้งการสูบบุหรี่ การทานอาหารประเภทไขมันเลว หรือไขมันอิ่มตัวเป็นประจำ พันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สมาคมโรคหัวใจในอเมริกาเริ่มแนะนำให้เราบริโภคคอเลสเตอรอลต่อวันไม่เกิน 300 มิลลิกรัม หรือไข่แดง 1 ฟอง (220 มิลลิกรัม) นั่นเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น อาสาสมัครที่ทดลองโดยการรับประทานไข่แดง แล้วมาวัดค่าคอเลสเตอรอลในเลือด ปรากฎว่าไข่แดงไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัคร หรือมีน้อยมาก จนระยะหลังเริ่มมีงานวิจัยทำนองนี้มากขึ้น ท้ายที่สุดก็เริ่มตัดคำแนะนำเรื่องปริมาณคอเลสเตอรอลที่ควรทานต่อวันออกไป โดยให้ทานเหมือนอาหารทั่วไปๆ ได้เลย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลไม่สามารถหาหลักฐานที่บอกได้ว่าการกินคอเลสเตอรอลส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ หรือทำให้อัตราการเสียชีวิตมากขึ้นแต่อย่างใด เราทานคอเลสเตอรอลเท่าไรก็ได้ จะคิดอย่างนี้ก็ไม่ถูกอีกอยู่ดี เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทานคอเลสเตอรอลได้อย่างไม่จำกัด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง มักมากับไขมันอิ่มตัวด้วย การทานไขมันอิ่มตัว หรือไขมันเลวมากเกินไป นอกจากจะอ้วนแล้ว โรคยังถามหาได้แน่ๆ จนในที่สุดก็เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคอื่นๆ อย่างแท้จริง สามารถทานไข่แดงได้หรือไม่ ไข่แดง มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวก็จริง แต่เราสามารถทานไข่แดงได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ทานไข่แดงร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ผักต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่สมดุลกันในแต่ละมื้อ หรือง่ายๆ ก็สามารถทานไข่ได้ทั้งฟอง โดยไม่ต้องเขี่ยไข่แดงออกอีกต่อไป ควรทานไข่กี่ฟองต่อวัน กรมอนามัย แนะนำปริมาณไข่ที่ควรทานต่อวัน โดยบางตามอายุดังนี้ 1.เด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทานไข่แดงต้มสุกได้ 1/2ฟอง ถึง 1 ฟอง 2.เด็กอายุ 7-12 เดือน สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง 3.หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง 4.กลุ่มเด็กวัย 1-5…

    Comments Off on ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ
  • สุขภาพ

    กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    คนไทยนั้นเป็นคนที่ชอบทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ดๆ เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันจัดจ้าน แซ่บๆ แต่บางคนนั้นเมื่อทานเผ็ดมากๆ ก็จะเกิดอาการท้องเสีย ปวดมวนท้อง หรือบางคนอาจจะมีอาการแสบท้องร้อนท้องร่วมด้วย วันนี้เราจึงมีบทความ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มาฝากกัน 1. กรดไหลย้อนกำเริบ พริกมีความเป็นกรดในตัวเอง ดังนั้นหากกินเผ็ดมาก ๆ กินพริกจำนวนมาก ความเป็นกรดในพริกอาจเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาได้ หายสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมบางทีกินเผ็ดแล้วแน่นหน้าอก แสบร้อนกลางอกแปลก ๆ ก็เพราะกรดเกินนั่นเอง 2. ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ความเผ็ดที่มีอยู่ในตัวพริกอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนกระเพาะอาหาร ที่ต้องรองรับอาหารเผ็ด ๆ ตั้งแต่เรากินเข้าไปจนกว่าอาหารจะถูกย่อยจนหมด ดังนั้นจึงอาจเกิดอาการแสบท้องเมื่อกินเผ็ดได้ ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ก็อาจทำให้อาการโรคกระเพาะกำเริบด้วย 3. ท้องเสีย หลายคนกินเผ็ดแล้วท้องเสีย นั่นเป็นเพราะว่า สารแคปไซซินในพริกมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารแคปไซซินได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงต้องขับสารแคปไซซินที่ไม่ถูกย่อยในระบบอาหารออกมาในรูปแบบการขับถ่าย นอกจากนี้สารแคปไซซินในพริกยังมีความเผ็ดร้อน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ร่างกายจะมีกลไกช่วยระบายความร้อน โดยขับให้เหงื่อออก และกระตุ้นให้เรากินน้ำเข้าไปมาก ๆ ทำให้เราถ่ายเหลว คล้าย ๆ อาการท้องเสียนั่นเอง การ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อะไรที่มากเกินไปนั้นก็ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว กินมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หากชอบผิดเผ็ด รสจัด ก็ควรกินในปริมาณที่ร่างกายนั้นพอรับไหวไม่ควรฝืนมากเกินไป

    Comments Off on กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • สุขภาพ

    ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม

    สำหรับ ยาแก้แพ้ นั้นเหมือนเป็นปัจจัยหลักในชีวิตของคนที่มักจะแพ้อากาศ จาม น้ำมูกไหล แพ้ฝุ่น แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย จนมีผื่นคันขึ้นตามร่างกายเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเรามีผื่นคันตามร่างกาย ก็มักจะไปซื้อยาแก้แพ้มากินเพื่อบรรเทาอาการป่วย แต่หากกินบ่อยๆจะอันตรายไหม วันนี้เราจึงมีบทความ ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม มาฝากกัน ยาแก้แพ้ คืออะไร ยาแก้แพ้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Antihistamines เป็นกลุ่มยาต้านสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสารที่ก่ออาการแพ้ จะทำให้ฮิสตามีนถูกหลั่งออกมาจนเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น มีอาการคัน เกิดผื่น น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ฯลฯ ดังนั้น การกินยาแก้แพ้จะไปช่วยบรรเทาอาการคัน ไอ จาม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเกิดจากการแพ้ได้ ทั้งนี้ ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1. ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง หรือยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (Conventional antihistamines) เป็นยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), คีโตติเฟน (ketotifen) และออกซาโทไมด์ (oxatomide) ยาแก้แพ้กลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเยื่อจมูกอักเสบ คัน จาม น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันจากพิษแมลง พิษพืช หรือสารเคมีบางชนิด รวมไปถึงบรรเทาอาการเมารถหรือเมาเรือได้ ทว่าด้วยตัวยาที่ผ่านเข้าสู่เซลล์สมองไปกดประสาท ก็จะทำให้รู้สึกง่วงซึมเมื่อกินยาแก้แพ้ชนิดนี้เข้าไป และอาจพบอาการกระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง นอนไม่หลับ จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง น้ำหนักตัวเพิ่ม ในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ได้รับยาแก้แพ้ชนิดนี้ในปริมาณสูง ดังนั้น การกินยาแก้แพ้แบบง่วงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังคือ – ไม่ใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน – ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดนี้ – ห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ…

    Comments Off on ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม
  • สุขภาพ

    4 อาหารผิวสวย การดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก

          ความฝันของสาวๆ ทุกคนนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นที่อยากจะมีผิวพรรณสวยใสสุขภาพดี ดูเต่งตึงอ่อนเยาว์เหมือนตอนวัยเด็ก ยิ่งถ้าคนรอบข้างออกปากชมว่าอายุเท่านี้จริงๆ เหรอ หน้าเด็กมากๆ คงจะเป็นอะไรที่สาวๆนั้นมีความสุขมาก และการมีผิวสวยใสสุขภาพดี อาจจะทำให้สาวๆนั้นมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะสาวๆก็คงไม่อยากจะส่องกระจกแล้วเจอกับใบหน้าที่มีริ้วรอยก่อนวัย หรือรอยตีนกาอย่างแน่นอน ดังนั้น การดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอกจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ถ้าอยากให้ผิวสวยสุขภาพดี ก็ต้องเริ่มด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  1. ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่นี่แหละ สำคัญที่สุด จัดเข้าไปทั้งกิน ทั้งดื่ม เพราะในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ฯลฯ ล้วนแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าสารนี้นี่แหละที่ช่วยเรื่องการชะลอความแก่และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน แต่ถ้าใครไม่อยากกินดิบก็เอามาปั่นกับโยเกิร์ตเป็น Smoothy แสนอร่อย อย่าได้ใส่น้ำตาลน้ำเชื่อมเข้าไปเชียว เดี๋ยวน้ำหนักจะขึ้นก่อนรอยตีนกาจาง ใครกลัวฝาด จืด ไม่อร่อย ลองบีบน้ำส้ม น้ำมะนาว หรือถ้าชอบหวานหน่อยลองใส่สับปะรดลงไป อร่อยแบบคลีนๆ อย่างนี้ ได้ลองแล้วจะติดใจ 2. อาหารนึ่ง ต้ม ปราศจาก Trans fat อาหารในข้อสองนี้ เรียกได้ว่ากำไรคูณสองเลย เพราะนอกจากจะช่วยชะลอวัยแล้ว ยังเป็นการควบคุมแคลอรีไปในตัวด้วย เราอาจจะเคยทราบกันอยู่แล้วว่าอาหารทอดชนิดต่างๆ คือที่มาของห่วงยางนิรภัยรอบเอวเรา แต่รู้รึเปล่าว่านอกจากเป็นสาเหตุของความอ้วนแล้ว น้ำมันจากการทอดนั้นยังทำให้เราเหี่ยวย่น เร็วกว่าปกติอีกด้วย เพราะของทอดทั้งหลายในท้องตลาดมักประกอบไปด้วย ทรานส์แฟต (Trans fat) เจ้าทรานส์แฟตนี้ คือ ไขมันชนิดไม่ดี นิยมใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว อาหารฟาสต์ฟู้ด เบเกอรี หรือ ของทอดต่างๆ เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง อัลไซเมอร์ เบาหวาน หรือแม้แต่ภาวะการมีบุตรยาก ซึ่งเมื่อร่างกายเสื่อมโทรมเร็ว ความชราก็มาเยือนก่อนวัยอันควรแน่นอน 3. ขบเคี้ยวยามบ่าย กับธัญพืชอบแห้ง ข้อนี้จัดมาให้กับสาวๆ ออฟฟิศที่ไม่สามารถนั่งทำงานโดยปราศจากขนมและของว่างได้ แทนที่จะหยิบลูกอม ขนม หรือดูดกาแฟเย็นแก้ง่วง ลองเปลี่ยนเป็นธัญพืชกรุบกริบ หรือถั่วเหลืองอบแห้งดู เพราะธัญพืชตระกูลถั่วเหล่านี้ ประกอบไปด้วยไอโซฟลาโวน ที่เป็นมิตรต่อกระดูก ลดอัตราการเสื่อมของแคลเซียม อีกทั้งมีโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินบี และแมกนีเซียม ที่ล้วนดีต่อการทำงานของหัวใจ เมื่อหัวใจแข็งแรง เลือดสูบฉีดปรี๊ดปร๊าด เซลล์ผิวของเราก็อุดมสมบูรณ์มีสุขภาพดีตามมาด้วย 4. น้ำเปล่า…

    Comments Off on 4 อาหารผิวสวย การดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก
  • สุขภาพ

    รู้เท่าทัน เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มเสื่อม

          เคยสงสัยไหมว่าอยู่ดีๆ ทำไมเราถึงไม่รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและไม่สดชื่นเหมือนเคย ทั้งที่บางครั้งร่างกายก็ไม่ได้ออกแรงมากเกินไป นั่นเป็นเพราะสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มเสื่อมนั่นเอง ซึ่งการที่ร่างกายเสื่อมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอายุมากขึ้นเท่านั้น เพราะอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนวัย มาลองดู 7 สัญญาณเตือนที่กำลังบอกว่าร่างกายของคุณเสื่อมก่อนวัยกันดีกว่า 1.นอนไม่หลับ       อาการนอนไม่หลับในที่นี้มักแสดงพฤติกรรมการนอนหลับในช่วงดึกๆ ประมาณตีสองตีสาม และมักตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ ซึ่งเป็นภาวะของฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนแห่งความเครียดที่เยอะเกินไปนั่นเอง 2.เรี่ยวแรงถดถอยลง       หนึ่งในสัญญาณเตือนบอกว่าสุขภาพร่างกายเสื่อมก่อนวัยก็คือเรี่ยวแรงเริ่มถดถอยลง จากเมื่อก่อนสามารถเปิดฝาแยมหรือขวดน้ำได้ง่าย กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำได้ยากมาก กว่าจะทำได้ก็ต้องออกแรงมากมายเหลือเกิน หรือแม้แต่การถือของหนักๆ ก็ทำให้ร่างกายเกิดอาการปวดเมื่อยได้ง่าย 3.มีอาการเหนื่อยง่าย       ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อย แม้แต่การเดินขึ้นลงบันไดแค่ไม่กี่ขั้นก็แทบจะทำให้หมดแรงแล้ว หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายด้วยวิธีเบสิคก็ทำให้ร่างกายเหนื่อยง่าย ซึ่งก็เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพแล้วเช่นกัน 4.ผิวช้ำบ่อย       ผิวในช่วงวัยเด็กหรือวัยสาวจะมีความแข็งแรง แม้จะเกิดรอยช้ำก็สามารถหายได้เร็ว เนื่องจากเซลล์ผิวจะมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ จะส่งผลให้เกิดรอยช้ำบ่อยและหายยากตามไปด้วย 5.สีผิวไม่สม่ำเสมอ       การที่สีผิวมีความหมองคล้ำไม่สดใสและไม่สม่ำเสมอ เป็นการบอกถึงสภาวะการทำงานของตับที่มีความผิดปกติ ทำให้ขับของเสียออกจากร่างกายได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งอาการเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายของสาวๆ เริ่มเสื่อมสภาพลง 6.ตาแดงและอ่อนล้า       หากสังเกตว่าดวงตาเริ่มแดงหรือไม่ขาวสดใสเหมือนแต่ก่อน พร้อมทั้งดวงตาดูอ่อนล้า นั่นเป็นเพราะร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นผลจากการใช้สายตาหนักเกินไปนั่นเอง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะยิ่งส่งผลเสียทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เส้นเลือดฝอยบริเวณดวงตาทำงานหนัก จนทำให้เป็นตาแดงเรื้อรังตามมาได้ 7.ประจำเดือนมาผิดปกติ       การที่ประจำเดือนมาและหมดแบบไม่สม่ำเสมอ หรือมีประจำเดือนน้อยและมากเกินไป ก็เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนบอกว่าร่างกายเริ่มเสื่อมแล้ว ซึ่งอาการนี้เกิดจากการที่ฮอร์โมนมีอาการแปรปรวน รวมทั้งการมีฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดน้อยลง สัญญาณต่างๆ ที่แสดงออกชัดเจนเพื่อให้สาวๆ ได้ทราบถึงร่างกายที่กำลังเสื่อมสภาพก่อนวัยที่เราได้นำมาแชร์กันในวันนี้ ล้วนมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสิ่งที่สาวๆ ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้การที่ได้รู้ถึงสัญญาณเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถรับมือและดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองได้ทันนั่นเอง

    Comments Off on รู้เท่าทัน เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มเสื่อม
  • สุขภาพ

    ทำความรู้จักกับ “โรคมะเร็ง” สุดฮิต ของชาย และหญิง

           ทราบกันไหมว่า  “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ” นั้นตรงกับวันอะไร หลายๆคนอาจจะไม่ได้สนใจ จึงไม่ทราบ แต่จริงๆแล้วนั้น ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีและยังเป็นวันรัฐธรรมนูญอีกด้วย       หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง       แต่รู้หรือไม่ว่า ? โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่ง 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่ เพศชาย อันดับ 1 มะเร็งปอด        แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก อันดับ 2 มะเร็งตับ        สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี        ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้ เพศหญิง อันดับ 1 มะเร็งเต้านม        ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม มาจากการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณมากเป็นเวลานาน เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตามมะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ โดยการใช้มือคลำ หรือไปตรวจที่โรงพยาบาลเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป อันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก        เดิมทีมะเร็งปากมดลูก…

    Comments Off on ทำความรู้จักกับ “โรคมะเร็ง” สุดฮิต ของชาย และหญิง
  • สุขภาพ

    กากกาแฟทำอะไรได้บ้าง

    กากกาแฟมีค่า อย่าทิ้ง คอกาแฟ รับรู้ถึงความหอม ความอร่อย หรือคุณค่าของกาแฟได้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือจากประโยชน์ที่คุณเคยได้รับแล้ว เศษที่เหลือจากกาแฟยังสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากไปกว่าการทิ้งลงถังขยะ เพราะคุณประโยชน์ของกากกาแฟมีอยู่มากมาย เราจะขอไล่เรียงประโยชน์ของกากกาแฟที่มีต่อชีวิตประจำวันของเรากันเลย ดังต่อไปนี้ ปลูกเห็ดโตไว สำหรับเกษตรกรที่ปลูกเห็ดขายสามารถใช้กากกาแฟมาช่วยเร่งการเติบโตของเห็ดได้ เพราะแค่ไปหาหัวเชื้อเห็ดมาฝังในกากกาแฟ ก็จะทำให้เห็ดที่คุณปลูกออกดอกใบใหญ่และเจริญเติบโตตามที่ต้องการแล้ว หรือจะนำไปทำปุ๋ยหมักแบบเกษตรอินทรีย์ก็ได้ เพียงแค่ใส่กากกาแฟลงไปหมักด้วยทุกครั้ง ก็จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ดอกไม้ในแจกันเหี่ยวช้าลง ถ้าอยากให้ดอกไม้สดในแจกันสวยได้นานๆ ก็ให้ใช้กากกาแฟผสมดินแทนน้ำในแจกัน แค่นี้ดอกไม้สดในแจกันของคุณก็จะสดชื่น และมีอายุไขที่ยืนยาวไปได้อีกหลายวันแล้ว ดับกลิ่นอับในตู้เย็น ตู้เย็นที่สกปรกหรือมีกลิ่นเหม็นอับ จะทำให้อาหารที่วางในตู้มีกลิ่นติดตามไปด้วย ดังนั้น การกำจัดกลิ่นในตู้เย็นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก วิธีการก็คือ การวางกากกาแฟไว้ในมุมหนึ่งของตู้เย็น กากกาแฟจะช่วยดูดกลิ่นเหม็นภายในตู้เย็นให้หมดไป หากรู้สึกว่ากากกาแฟดูกลิ่นมานานแล้ว ก็ให้เปลี่ยนกากกาแฟใหม่ รับรองว่าตู่เย็นเหม็นแค่ไหนก็เอาอยู่ ลบรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ แน่นอนว่าบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ใช้ไปนานๆจะเกิดรอยขีดข่วนขึ้นตามเวลา รอยขีดข่วนเหล่านี้สามารถเอาออกได้ด้วยกากกาแฟ เพียงแค่เอาน้ำมันมะกอกมาผสมกับกากกาแฟ และทาทับรอยที่มีทิ้งไว้ซักพัก จากนั้นให้เช็ดออก จะพบว่ารอยที่มีค่อย ๆ จางหายไปได้ เข็มกันสนิม ถ้าคุณเคยพบเจอปัญหาสนิมขึ้นที่เข็มเย็บผ้า เพียงแค่เอากากกาแฟมายัดไส้ในหมอนปักเข็ม ก็จะช่วยป้องกันสนิมไม่ให้เกิดสนิมมาเกาะที่เข็มได้แล้ว และเป็นการช่วยยืดอายุเข็มให้ใช้ได้นานมากยิ่งขึ้นด้วย ทำความสะอาดท่ออ่างล้างจาน ถ้ารู้สึกว่าการทำอาหารในครัวทำให้ท่อน้ำสกปรก คราบไขมันอุดตัน และการระบายน้ำไม่ดีดังเดิม ก็ลองผสมกากกาแฟแห้ง 1 ถ้วย ดีเกลือ ½ ถ้วย เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วย น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนแล้วตากไว้ให้แห้ง เมื่อต้องการใช้ให้เอาก้อนกากกาแฟที่เตรียมไว้ขัดบริเวณที่ต้องการ รับรองว่าท่อจะสะอาดปราศจากคราบสกปรกได้อย่างแน่นอน หรือถ้าอยากทะลวงท่อที่เริ่มตัน ก็ให้ผสมกากกาแฟในน้ำร้อน และเติมน้ำยาล้างจานลงไปนิดหน่อย จากนั้นก็เทลงไปในท่อได้เลย ขัดกระทะให้ง่าย นอกเหนือจากงานบ้านที่เกี่ยวกับการกำจัดสัตว์หรืองานสวยแล้ว กากกาแฟยังสามารถนำมาใช้ในงานครัวได้ด้วย เพราะมันมีคุณสมบัติในการกัดเซาะคราบฝั่งแน่นที่ติดอยู่บนกระทะให้หลุดร่อนออกไปได้ง่ายๆ เพียงแค่นำกากกาแฟยัดใส่ในถุงเศษผ้าเก่า ๆ แล้วนำมาขัดที่คราบก่อนล้างน้ำออก ก็ช่วยให้งานบ้านเบาลงได้แล้ว ลดกลิ่นฉุนกระเทียมที่มือ ครต้องทำอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียม คงจะไม่ชื่นชอบกลิ่นฉุนๆที่ติดมือมาอย่างแน่นอน ดังนั้น จำเป็นต้องพึ่งการทำความสะอาดชั้นสูงด้วยกากกาแฟกันสักหน่อย โดยวิธีการก็คือ ให้หยิบกากกาแฟมาถูมือให้ทั่วก่อนล้างมือด้วยสบู่ เพียงเท่านี้กลิ่นที่เคยมีก็จะเบาบางและจางหายไปได้ ไล่หอยทาก ไส้เดือน และแมลงบางชนิด ถึงแม้ว่าเราอยากให้ไส้เดือนช่วยพรวนดินให้ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราอยากจะกำจัดมันออกไป ก็สามารถใช้กากกาแฟได้เช่นกัน เพราะสัตว์ผิวเมือกเหล่านี้ไม่ชอบความเป็นกรดที่อยู่ในกาแฟ การโรยกากกาแฟไปตรงบริเวณที่เป็นทางเดินของสัตว์เหล่านั้น จะทำให้มันกลัว และหายตัวไปในที่สุด กับดักแมลงสาบ จะหายไปแบบยกรังเพียงแค่ใช้กากกาแฟเหลือทิ้ง โดยวิธีการก็คือให้นำเอากระป๋องเก่า ๆ มาใส่กากกาแฟไว้ ติดเทปกาวสองหน้ารอบ ๆ ขอบด้านในกระป๋อง แมลงสาบจะหลงเข้ามาในกระป๋องมาตามกลิ่น และติดกับดักที่เราสร้างไว้ แค่โยนกระป๋องทิ้งไป ก็สามารถกำตัดแมลงสาบได้ทีละมากๆแล้ว…

    Comments Off on กากกาแฟทำอะไรได้บ้าง