• สุขภาพ

    กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    คนไทยนั้นเป็นคนที่ชอบทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ดๆ เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันจัดจ้าน แซ่บๆ แต่บางคนนั้นเมื่อทานเผ็ดมากๆ ก็จะเกิดอาการท้องเสีย ปวดมวนท้อง หรือบางคนอาจจะมีอาการแสบท้องร้อนท้องร่วมด้วย วันนี้เราจึงมีบทความ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มาฝากกัน 1. กรดไหลย้อนกำเริบ พริกมีความเป็นกรดในตัวเอง ดังนั้นหากกินเผ็ดมาก ๆ กินพริกจำนวนมาก ความเป็นกรดในพริกอาจเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาได้ หายสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมบางทีกินเผ็ดแล้วแน่นหน้าอก แสบร้อนกลางอกแปลก ๆ ก็เพราะกรดเกินนั่นเอง 2. ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ความเผ็ดที่มีอยู่ในตัวพริกอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนกระเพาะอาหาร ที่ต้องรองรับอาหารเผ็ด ๆ ตั้งแต่เรากินเข้าไปจนกว่าอาหารจะถูกย่อยจนหมด ดังนั้นจึงอาจเกิดอาการแสบท้องเมื่อกินเผ็ดได้ ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ก็อาจทำให้อาการโรคกระเพาะกำเริบด้วย 3. ท้องเสีย หลายคนกินเผ็ดแล้วท้องเสีย นั่นเป็นเพราะว่า สารแคปไซซินในพริกมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารแคปไซซินได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงต้องขับสารแคปไซซินที่ไม่ถูกย่อยในระบบอาหารออกมาในรูปแบบการขับถ่าย นอกจากนี้สารแคปไซซินในพริกยังมีความเผ็ดร้อน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ร่างกายจะมีกลไกช่วยระบายความร้อน โดยขับให้เหงื่อออก และกระตุ้นให้เรากินน้ำเข้าไปมาก ๆ ทำให้เราถ่ายเหลว คล้าย ๆ อาการท้องเสียนั่นเอง การ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อะไรที่มากเกินไปนั้นก็ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว กินมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หากชอบผิดเผ็ด รสจัด ก็ควรกินในปริมาณที่ร่างกายนั้นพอรับไหวไม่ควรฝืนมากเกินไป

    Comments Off on กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • สุขภาพ

    ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม

    สำหรับ ยาแก้แพ้ นั้นเหมือนเป็นปัจจัยหลักในชีวิตของคนที่มักจะแพ้อากาศ จาม น้ำมูกไหล แพ้ฝุ่น แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย จนมีผื่นคันขึ้นตามร่างกายเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเรามีผื่นคันตามร่างกาย ก็มักจะไปซื้อยาแก้แพ้มากินเพื่อบรรเทาอาการป่วย แต่หากกินบ่อยๆจะอันตรายไหม วันนี้เราจึงมีบทความ ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม มาฝากกัน ยาแก้แพ้ คืออะไร ยาแก้แพ้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Antihistamines เป็นกลุ่มยาต้านสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสารที่ก่ออาการแพ้ จะทำให้ฮิสตามีนถูกหลั่งออกมาจนเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น มีอาการคัน เกิดผื่น น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ฯลฯ ดังนั้น การกินยาแก้แพ้จะไปช่วยบรรเทาอาการคัน ไอ จาม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเกิดจากการแพ้ได้ ทั้งนี้ ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1. ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง หรือยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (Conventional antihistamines) เป็นยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), คีโตติเฟน (ketotifen) และออกซาโทไมด์ (oxatomide) ยาแก้แพ้กลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเยื่อจมูกอักเสบ คัน จาม น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันจากพิษแมลง พิษพืช หรือสารเคมีบางชนิด รวมไปถึงบรรเทาอาการเมารถหรือเมาเรือได้ ทว่าด้วยตัวยาที่ผ่านเข้าสู่เซลล์สมองไปกดประสาท ก็จะทำให้รู้สึกง่วงซึมเมื่อกินยาแก้แพ้ชนิดนี้เข้าไป และอาจพบอาการกระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง นอนไม่หลับ จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง น้ำหนักตัวเพิ่ม ในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ได้รับยาแก้แพ้ชนิดนี้ในปริมาณสูง ดังนั้น การกินยาแก้แพ้แบบง่วงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังคือ – ไม่ใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน – ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดนี้ – ห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ…

    Comments Off on ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม