• บทความทั่วไป

    13 ประโยชน์ของแบล็คเบอร์รี่

    แบล็คเบอร์รี่ เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่นิยมนำมาทำเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการบ่มไวน์ ด้วยลักษณะเนื้อของแบล็คเบอร์รี่ นั้นไม่ได้มีกลิ่นหอมและรสหวานฉ่ำ ที่จะเหมาะกับการนำมาทำอาหารหรือขนมหวานที่หลายๆคนชื่นชอบ แต่กลับเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์มากมายใกล้เคียงกับ สมุนไพร เลยก็ว่าได้ วันนี้เราจึงนำ 13 ประโยชน์ของแบล็คเบอร์รี่ มาฝากกัน ความแตกต่างระหว่าง แบล็คเบอร์รี่กับบลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่จะมีลักษณะผล เป็นเม็ดเดี่ยว ในขณะที่แบล็คเบอร์รี่จะเป็นผลกลุ่ม เป็นพวงคล้ายองุ่น และทั้งสองก็อยู่ในตระกูลเบอร์รี่เหมือนกัน มีสารอาหารใกล้เคียงกันอีกด้วย  แต่ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ บางสายพันธุ์มีรสชาติฝาดกว่าจากสารที่มีชื่อว่าแทนนิน (Tannins) จึงมักนิยมนำมาบ่มไวน์ เพื่อให้รสชาติดี ประโยชน์ของแบล็คเบอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย แอพาเล-เชี่ยน สเตต สหรัฐอเมริกาบอกว่าผู้ที่ออกกำลังกายท่ามกลางแสงแดด หรือท่ามกลางอากาศร้อนจัด เช่น โยคะร้อน ควรกินผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ เพราะแสงแดด หรืออากาศร้อนจัดสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระออกมา ซึ่งเป็นตัวการของการทำให้เซลล์เสื่อมสภาพและผิวไม่กระชับ ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มอย่างแบล็คเบอร์รี่ จะมีส่วนประกอบของวิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อ แอนโธไซยานิดินส์ (Anthocyanidins) และสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้ มีผลทำให้ผิวหนังของเราไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนไวอันควร แถมยังช่วยลดอัตรากาเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมองอีกด้วย อาหารที่อุดมด้วย ไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ซึ่งสารไบโอฟลาโวนอยด์พบมากในเบอร์รี่สีแดงและสีม่วงเช่นราสเบอร์รี่ และแบล็คเบอร์รี่ มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ และยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ช่วยต่อต้านมะเร็ง เพราะอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic acid) ซึ่งในทางการแพทย์ได้รับการยอมรับว่ามันมีฤทธิ์แรงที่สุดในการช่วยป้องกันมะเร็ง โดยพบว่ากรดชนิดนี้สามารถช่วยจับสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็งไม่ให้จับกับดีเอ็นเอ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลาม ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดภาวะตายตามธรรมชาติ โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ เหมือนการใช้ยาเคมีบำบัด มีส่วนช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี ที่ช่วยในการชะลอการเกิดริ้วรอย บำรุงผิวพรรณ และช่วยสมานผิวหรือแผลต่าง ๆ ให้หายเร็วขึ้น มีแร่ธาตุสำคัญอย่างแมงกานีส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ทองแดง และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยควบคุมอัตราการเต้นหัวใจและช่วยควบคุมความดันโลหิต และช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม วิตามินเค และวิตามินอื่น ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายเผลาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน เนื่องจากมีน้ำตาลต่ำ จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ สารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต มีสารอาหารที่เอื้อต่อการมีบุตรทั้งเพศชายและเพศหญิง ช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสเปิร์มได้ถึง 20% (สาเหตุอาจมาจากภาวะความเครียด) ซึ่งมากกว่าผู้ชายที่ไม่ได้บริโภคผลไม้ราสเบอร์รี่ ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนเพศได้เป็นอย่างดี ช่วยลดโอกาสการแท้งบุตรในเพศหญิง เพราะราสเบอร์รี่มีโฟเลต ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับตัวอ่อนระหว่างการตั้งครรภ์ สรรพคุณของใบสามารถนำมาใช้ทำเป็นยาได้ ผลสดใช้รับประทานเป็นผลไม้…

    Comments Off on 13 ประโยชน์ของแบล็คเบอร์รี่
  • เกมส์

    เล่นเกมอย่างไรให้ห่างไกลโรคร้าย

    ในปัจจุบัน 1 ในความบันเทิงที่หลายคนใช้ฆ่าเวลา หรือผ่อนคลายยามเครียดจากงานหรือการเรียน นอกจากจะดูหนัง ฟังเพลง การเล่นเกมยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่นอกจากความบันเทิงที่จะได้รับแล้ว รู้หรือไม่ว่ายังมีอาการ หรือโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นเกมเป็นเวลานาน เช่น อาการสายตาอ่อนล้า อาการปวดข้อมือ โรคอ้วน โรคทางหัวใจ และภาวะไม่ชอบเข้าสังคม เป็นต้น เล่นเกมนานเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด อาจดูร้ายแรงเกินไป แต่การเล่นเกมเป็นเวลานานสามารถส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดทางอ้อมได้ เนื่องจากร่างกายที่ไม่เคลื่อนไหวมากพอส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น ต้นขา และปอด นอกจากนี้การเล่นเกมบางประเภทสามารถเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในเวลาต่อมา และอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ 1 ในโรคทางหัวใจที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่รักษาได้ด้วยเทคโนโลยีในห้อง Cath Lab อาการปวดตามร่างกายจากการนั่งโดยไม่ขยับตัว อาการปวดที่เกิดขึ้น เกิดจากการนั่งทำกิจกรรมหนึ่ง ๆ เป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่การนั่งเล่นเกมเท่านั้น ความเสี่ยงของอาการปวดตามร่างกายยังสามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานโดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากนักในช่วงเวลาทำงาน อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่งไม่แตกต่างกับโรคออฟฟิศซินโดรม ได้แก่ ข้อมือ อาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ปล่อยเอาไว้บางครั้งสามารถหายเองได้ บางครั้งอาจต้องใช้เวลาจนกว่าอาการจะดีขึ้น แต่หากปล่อยให้เกิดบ่อยครั้งอาการปวดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นสัญญาณอันตรายของ “โรคเอ็นข้อมืออักเสบ” ที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หู หลายคนอาจสวมหูฟังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอาการปวดซึ่งเกิดจากเยื่อบุแก้วหูเกิดความเสียหาย และอาจร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการได้ยินได้ หลัง และไหล่ อาการปวดพื้นฐานของการนั่งอยู่จุดเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ขยับร่างกาย ทำให้กระดูกสันหลังต้องทำงานหนักกว่าปกติ จนอาจทำให้กระดูกสันหลังเกิดการผิดรูป ตา เกิดอาการปวดล้าทางสายตา เนื่องจากเลนส์ตาทำงานร่วมกับสมองอย่างหนัก ส่งผลให้เราเห็นภาพเบลอ หรือมองจุดสีได้ไม่ชัด อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นเป็นเวลานานควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โรคอ้วนคู่โรคขาดสารอาหาร พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเล่นเกมเป็นเวลานาน คือ “ทานมากเกินไป” หรือ “ทานน้อยเกินไป”  นำมาซึ่งโรคอ้วน และโรคขาดสารอาหารในที่สุด แต่ที่อันตรายยิ่งกว่าดูเหมือนจะเป็นโรคอ้วน เนื่องจากโรคอ้วนเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงหลายโรค การเป็นโรคอ้วนจะส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดสาเหตุของการเกิดโรคทางหัวใจหลายโรคตามมา โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวานที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่จัดสรรเวลาอาจส่งผลต่อสภาวะทางสังคม หากไม่กำหนดเวลาเล่นเกมแต่พอดี เวลาที่เราใช้จ่ายไปนั้นอาจมากเกินไปจนทำให้ส่งผลกระทบต่อสภาวะทางสังคม และบุคคลรอบข้าง ได้แก่ ปัญหาการเข้าสังคม การพูดคุยกับเพื่อนในเกมอาจพอช่วยได้ในเรื่องนี้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่นั่งเล่นเกมคนเดียว และไม่ได้ออกไปเจอผู้คนข้างนอก ส่งผลให้เวลาต่อมาเมื่อจำเป็นที่ต้องเข้าสังคมอาจปฏิบัติตัวไม่ถูก และไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ ปัญหาด้านอารมณ์ เนื่องจากในปัจจุบันผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงเกมได้ รวมถึงเยาวชนที่อาจเล่นเกมโดยปราศจากการแนะนำจากผู้ปกครอง เด็กอาจเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมในเกมที่ตนเองเล่นอยู่ เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะส่งผลร้ายตามมาในภายหลังได้ ปัญหาในชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นได้หลายด้านทั้งด้านการเงิน หรือด้านการเรียน เยาวชนหลายคนอาจไม่สามารถจัดสรรเวลาในการเล่นจนกระทบกับการเรียน หรือการใช้เงินในการเล่นเกมเกินความรับผิดชอบของตนเอง และไม่สามารถควบคุมได้ พฤติกรรมเหล่านี้หากไม่ได้รับการดูแลจะส่งผลต่ออนาคตในภายภาคหน้าได้…

    Comments Off on เล่นเกมอย่างไรให้ห่างไกลโรคร้าย
  • General

    เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ หมึกบลูริง

    หมึกบลูริงหรือหมึกสายวงน้ำเงินอาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูใครหลายคน แต่เรามักจะได้ยินชื่อของสัตว์ชนิดนี้ในข่าวเป็นระยะ ๆ เพื่อเตือนผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานปลาหมึกให้ระมัดระวังในการเลือกซื้ออยู่เสมอ เนื่องจากพิษของเจ้าหมึกชนิดนี้เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก วันนี้เราจึงมี เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ หมึกบลูริง มาฝากกัน เพราะโดยทั่วไป เราสามารถสังเกตหมึกบลูริงได้จากลักษณะภายนอก โดยเฉพาะลำตัวสีเหลืองหรือสีคล้ายทรายที่มีลวดลายวงแหวนสีน้ำเงินกระจายอยู่รอบ ๆ ซึ่งวงแหวนนี้จะเรืองแสงได้หากถูกคุกคาม แม้หมึกบลูริงจะไม่ใช่สัตว์ดุร้าย แต่พิษของมันก็รุนแรงจนอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต ดังนั้น หากเผลอรับประทานหมึกบลูริงเข้าไปหรือโดนกัด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน 1. หมึกบลูริง เป็นหมึกยักษ์ที่ตัวเล็กแค่ 4 เซนติเมตร หมึกสายวงน้ำเงิน หรือ หมึกบลูริง (Blue-ringed octopus) เป็นหมึกยักษ์จําพวกหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กมาก โดยตัวเต็มวัยมีขนาดลําตัวเพียง 4-5 เซนติเมตร มี 8 หนวด แต่ละหนวดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากเพศเมียวางไข่ ไข่จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ และใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือนเจริญเป็นตัวเต็มวัย โดยมีอายุขัยประมาณ 1 ปี 2. จุดเด่นคือวงกลมสีน้ำเงินทั่วตัว หมึกบลูริง มีจุดเด่นที่ต่างจากหมึกทั่วไปตรงที่ มีลวดลายเป็นวงแหวนสีน้ําเงิน กระจายตามลําตัวและหนวด ซึ่งจะตัดกับสีของลําตัวที่ออกเป็นสีเหลืองน้ําตาลอย่างชัดเจน วงแหวนสีน้ําเงินเหล่านี้สามารถ “เรืองแสง” ได้เมื่อถูกคุกคาม เนื่องจากหมึกชนิดนี้มีสีสวยงาม และมีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบในการเลี้ยงปลาสวยงาม และสัตว์แปลกๆ ในต่างประเทศ 3. หมึกบลูริง ในไทยมีกี่สายพันธุ์ ปัจจุบันทั่วโลกพบว่ามี หมึกบลูริง ทั้งหมดประมาณ 4 ชนิด สําหรับในประเทศไทยมีรายงานการพบหมึกสายวงน้ําเงิน สกุล Hapalochlaena maculosa ในบริเวณน่านน้ําไทย ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย 4. พิษร้ายแรงมากกว่างูเห่า 20 เท่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ย. 2562 นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า จากกรณีที่มีชาวประมงจับ หมึกสายวงน้ำเงิน ได้ที่จังหวัดชุมพร พบว่าหมึกชนิดนี้มีพิษร้ายแรง ยิ่งตอนป้องกันตัวเมื่อมีภัยคุกคาม จะปรากฏวงกลมสีน้ำเงินที่มองเห็นชัดมาก โดยหมึกทะเลชนิดนี้เป็นจำพวกหมึกยักษ์ขนาดเล็ก หากเจอต้องระวังให้มาก เพราะมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่า 20 เท่า ผู้ถูกกัดอาจจะตายภายในเวลารวดเร็ว 5. พิษร้ายเตโตรโดท็อกซินอยู่ที่น้ำลายหมึก หมึกบลูริง มีสารพิษที่มีความร้ายแรงมากผสมอยู่ในน้ําลาย…

    Comments Off on เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ หมึกบลูริง
  • General

    วิธีเสริมโชคลาภดวงการเงินให้ดีขึ้น

    การเสริมโชคลาภ ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญเพียงอย่างเดียว มีอีกหลายวิธีที่จะช่วยเสริมดวงของเราให้ดีขึ้น รวมไปถึงความเชื่อต่าง ๆ บางอย่างเป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเสริมดวงได้โดยเฉพาะด้านการเงิน ซึ่งสามารถทำได้จากสิ่งของรอบตัวที่เราอาจจะมองข้ามไป ความเชื่อเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก และถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ในสมัยโบราณมีความเจริญทางด้านวิชาการที่น้อย ความเชื่อจึงเกิดขึ้นแม้จากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติคนเราก็เชื่อว่าเกิดจากอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีความลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ดลบันดาลให้ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว เป็นต้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของคนยุคนั้น เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ยากต่อการป้องกันหรือแก้ไขได้ด้วยตนเอง เรียกได้ว่าพลังของความเชื่อ สร้างได้ทั้งโชคลาภหรือหายนะได้ ทั้งนี้ความเชื่อไม่มีอะไรที่ผิดหรือถูก หากทำแล้วรู้สึกดี รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากความเชื่อเหล่านั้นโดยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็จะทำให้ชีวิตของเรามีความสุขบันดาลให้สมหวังได้ในสิ่งที่เราเชื่อและยึดถือ ซึ่งความเชื่อเสริมโชคลาภดวงการเงินที่ทำแล้วได้ผล มีอะไรบ้างมาลองทำดู เผื่อว่าจะมีโชคดีได้ดังปรารถนา เสริมโชคลาภด้านการเงิน ความเชื่อของคนไทยมีอะไรบ้าง 1. เปลี่ยนกระเป๋าสตางค์อยู่เสมอ โดยเฉพาะวันขึ้นปีใหม่ ให้ใส่เงินจำนวน 900 บาท หรือ 9,000 บาทก็ได้ เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ประมาณหนึ่งวัน เพื่อเอาเคล็ด เป็นกระเป๋าที่สามารถเรียกเงินไหลนองทองไหลมาได้ ทุกครั้งที่มีรายได้ให้นำเงินเข้าเก็บในกระเป๋าก่อนอย่าพึงนำมาใช้ 2. บูชาหรือกราบไหว้พระสิวลี ที่วัดหรือบูชาพกติดตัวก็ได้ เป็นการเสริมโชคลาภดวงการเงินได้ดี เพราะพระสิวลีเป็นเอตทัคคะโชคลาภ ให้กราบไหว้ขอพรชีวิตจะมีแต่โชคดี และมีความก้าวหน้า เงินทองเพิ่มพูนอย่างแน่นอน 3. ยักษ์และราหู ไม่ควรจะมีรูปภาพ รูปั้นของยักษ์และราหูไว้ในบ้าน เพราะจะทำให้คนภายในบ้านทะเลาะกันทำให้ไม่มีโชค หรือรูปภาพเกี่ยวกับวิญญาณ ควรเป็นภาพที่สวยงามสบายตาสบายใจจะดีกว่า 4. ทำความสะอาดหิ้งพระ ต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ หมั่นเปลี่ยนดอกไม้ ธูปเทียน หากทิ้งไว้ให้สกปรก ภายในบ้านจะไม่เจริญรุ่งเรือง โชคลาภจะไม่มี 5. การวางเตียงนอน ไม่ควรหันหัวเตียงไปชนกับผนังของห้องน้ำ เพราะจะทำให้ไม่มีโชค และห้าตั้งเตียงนอนหันปลายเตียงตรงกับประตูทางเข้า จะทำให้ฝันร้ายและไม่มีโชค 6. ให้ทานสุนัขและแมวจรจัด หมั่นทำบุญทำทานกับสัตว์ไร้ที่พึ่งจะทำให้ได้อานิสงค์มาสู่ตัวเอง ทำให้ได้รับโชคลาภได้อย่างคาดไม่ถึง 7. ห้องครัวต้องสะอาด หากปล่อยให้รกจะอับโชค เพราะครัวเป็นขุนพลังของบ้านนั่นเอง 8. เช็ดกระจกให้สะอาดอยู่เป็นประจำ หากปล่อยให้ขุ่นมัว ดวงชะตาของคนในบ้านจะขุ่นมัวได้ 9. เจอเงินตกต้องเก็บ ถึงแม้จะเป็นเพียงเศษเหรียญก็ตาม ให้ถือว่าเป็นเหรียญแห่งความโชคดี หากไม่เห็นคุณค่าของเงิน เชื่อกันว่าจะทำให้อับโชคยาวนานถึง 3-7 วันเลยทีเดียว หลักของความเชื่อมีอยู่ 3 ประเด็นคือ ทำความเข้าใจต่อการเกิดความเชื่อของแต่ละคนในแต่สิ่งที่ทำให้เชื่อถือ มีความเข้าใจในกระบวนการสร้างความเชื่อเหล่านั้นขึ้นมา และ การประยุกต์ความเชื่อเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ เพราะบางสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง ดังนั้นเมื่อเชื่อในสิ่งใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ควรใช้วิจารณญาณอยู่เสมอ ความเชื่อเรื่องการเสริมโชคลาภดวงการเงิน เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลที่ไม่ควรไปลบหลู่ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีเสริมโชคลาภดวงการเงินให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคลควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน แต่หากอยากร่ำรวยมีเงินใช้ไม่ขัดสน ต้องขยันทำงาน เก็บเงิน ใช้จ่ายอย่างประหยัด…

    Comments Off on วิธีเสริมโชคลาภดวงการเงินให้ดีขึ้น
  • สุขภาพ

    ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ

    หากใครที่เป็นสายสุขภาพ หรือมีเพื่อนที่กำลังดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการลดน้ำหนัก อาจจะเคยเห็นคนเหล่านั้นเขี่ยเอาไข่แดงออกจากไข่ขาวมาบ้าง หากถามคนๆ นั้น เขาก็มักจะตอบกลับมาว่าไข่แดงนั้นมีคอเลสเตอรอลสูง จะทำให้อ้วน แต่นั่นจริงไหมเราก็ไม่รู้ วันนี้เราจึงมาไขข้อสงสัยกันว่า ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ แต่การบริโภคอะไรที่มากเกินไป จริงๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว การจะทานอะไรควรทานอย่างพอดี เท่าที่ต้องรับสารอาหารเท่านั้น ทำไมเราถึงถูกห้าม ไม่ให้ทานไข่แดง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยเก่าที่ระบุว่า คอเลสเตอรอล เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า การทานไขมันมากๆ ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนนำไปสู่โรคหัวใจ และหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้วใช่ว่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ๆ สาเหตุเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคนี้อีกมากมาย ทั้งการสูบบุหรี่ การทานอาหารประเภทไขมันเลว หรือไขมันอิ่มตัวเป็นประจำ พันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สมาคมโรคหัวใจในอเมริกาเริ่มแนะนำให้เราบริโภคคอเลสเตอรอลต่อวันไม่เกิน 300 มิลลิกรัม หรือไข่แดง 1 ฟอง (220 มิลลิกรัม) นั่นเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น อาสาสมัครที่ทดลองโดยการรับประทานไข่แดง แล้วมาวัดค่าคอเลสเตอรอลในเลือด ปรากฎว่าไข่แดงไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัคร หรือมีน้อยมาก จนระยะหลังเริ่มมีงานวิจัยทำนองนี้มากขึ้น ท้ายที่สุดก็เริ่มตัดคำแนะนำเรื่องปริมาณคอเลสเตอรอลที่ควรทานต่อวันออกไป โดยให้ทานเหมือนอาหารทั่วไปๆ ได้เลย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลไม่สามารถหาหลักฐานที่บอกได้ว่าการกินคอเลสเตอรอลส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ หรือทำให้อัตราการเสียชีวิตมากขึ้นแต่อย่างใด เราทานคอเลสเตอรอลเท่าไรก็ได้ จะคิดอย่างนี้ก็ไม่ถูกอีกอยู่ดี เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทานคอเลสเตอรอลได้อย่างไม่จำกัด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง มักมากับไขมันอิ่มตัวด้วย การทานไขมันอิ่มตัว หรือไขมันเลวมากเกินไป นอกจากจะอ้วนแล้ว โรคยังถามหาได้แน่ๆ จนในที่สุดก็เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคอื่นๆ อย่างแท้จริง สามารถทานไข่แดงได้หรือไม่ ไข่แดง มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวก็จริง แต่เราสามารถทานไข่แดงได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ทานไข่แดงร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ผักต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่สมดุลกันในแต่ละมื้อ หรือง่ายๆ ก็สามารถทานไข่ได้ทั้งฟอง โดยไม่ต้องเขี่ยไข่แดงออกอีกต่อไป ควรทานไข่กี่ฟองต่อวัน กรมอนามัย แนะนำปริมาณไข่ที่ควรทานต่อวัน โดยบางตามอายุดังนี้ 1.เด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทานไข่แดงต้มสุกได้ 1/2ฟอง ถึง 1 ฟอง 2.เด็กอายุ 7-12 เดือน สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง 3.หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง 4.กลุ่มเด็กวัย 1-5…

    Comments Off on ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนจริงหรือ
  • สุขภาพ

    กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    คนไทยนั้นเป็นคนที่ชอบทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ดๆ เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันจัดจ้าน แซ่บๆ แต่บางคนนั้นเมื่อทานเผ็ดมากๆ ก็จะเกิดอาการท้องเสีย ปวดมวนท้อง หรือบางคนอาจจะมีอาการแสบท้องร้อนท้องร่วมด้วย วันนี้เราจึงมีบทความ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มาฝากกัน 1. กรดไหลย้อนกำเริบ พริกมีความเป็นกรดในตัวเอง ดังนั้นหากกินเผ็ดมาก ๆ กินพริกจำนวนมาก ความเป็นกรดในพริกอาจเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาได้ หายสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมบางทีกินเผ็ดแล้วแน่นหน้าอก แสบร้อนกลางอกแปลก ๆ ก็เพราะกรดเกินนั่นเอง 2. ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ความเผ็ดที่มีอยู่ในตัวพริกอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนกระเพาะอาหาร ที่ต้องรองรับอาหารเผ็ด ๆ ตั้งแต่เรากินเข้าไปจนกว่าอาหารจะถูกย่อยจนหมด ดังนั้นจึงอาจเกิดอาการแสบท้องเมื่อกินเผ็ดได้ ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ก็อาจทำให้อาการโรคกระเพาะกำเริบด้วย 3. ท้องเสีย หลายคนกินเผ็ดแล้วท้องเสีย นั่นเป็นเพราะว่า สารแคปไซซินในพริกมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารแคปไซซินได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงต้องขับสารแคปไซซินที่ไม่ถูกย่อยในระบบอาหารออกมาในรูปแบบการขับถ่าย นอกจากนี้สารแคปไซซินในพริกยังมีความเผ็ดร้อน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ร่างกายจะมีกลไกช่วยระบายความร้อน โดยขับให้เหงื่อออก และกระตุ้นให้เรากินน้ำเข้าไปมาก ๆ ทำให้เราถ่ายเหลว คล้าย ๆ อาการท้องเสียนั่นเอง การ กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อะไรที่มากเกินไปนั้นก็ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว กินมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หากชอบผิดเผ็ด รสจัด ก็ควรกินในปริมาณที่ร่างกายนั้นพอรับไหวไม่ควรฝืนมากเกินไป

    Comments Off on กินเผ็ดบ่อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • บทความทั่วไป

    วิธีที่ช่วยให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นานๆ 

    ตัวช่วยสำคัญสำหรับสาวๆ มีมากมาย โบท็อกซ์ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน ที่จะช่วยทำให้สาวๆนั้นดูดีขึ้นได้ หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมีส่วนช่วยทำให้ใบหน้าของคุณทั้งเรียว เต่งตึง แลดูเด็กลง และยังช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีอีกด้วย แต่เนื่องจากโบท็อกซ์จะมีวันหมดอายุในตัวมันเอง และในบางพฤติกรรมของสาวๆ หากปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมก็อาจทำให้โบท็อกซ์สลายหายไปเร็วได้ด้วย ดังนั้น วันนี้เราจึงมีวิธีที่ช่วยให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นานๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน สาวๆ ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกัน 1.หมั่นขยับกล้ามเนื้อทันทีหลังจากฉีดโบท็อกซ์ หลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีก็คือ การขยับหรือบริหารกล้ามเนื้อ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ตัวยาที่ฉีดเข้าไปสามารถดูดซึมได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากฉีดโบท็อกซ์ก็คือ การประคบเย็น เพราะจะเป็นการขัดขวางการดูดซึมของตัวยา ส่งผลทำให้การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ 2.งดนอนในแนวราบ หลังจากฉีดโบท็อกซ์ สาวๆ ควรงดนอนราบ และควรระมัดระวังในเรื่องของการก้มหัวลงต่ำกว่าระดับของหัวใจ เพราะการนอนราบหรือก้มหน้าลงอาจจะทำให้โบท็อกซ์มีประสิทธิภาพที่น้อยลง เนื่องจากเลือดจะไหลเวียนขึ้นมาที่บริเวณใบหน้าในปริมาณมากนั่นเอง 3.หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนทุกชนิด ในช่วงการฉีดโบท็อกซ์ 2 สัปดาห์แรก ไม่ควรเผชิญกับแสงแดดหรือความร้อนทุกชนิด และควรงดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากความร้อนจะทำให้โบท็อกซ์ย่อยสลายเร็วขึ้น 4.งดทานอาหารต้องห้ามบางประเภท หลังจากฉีดโบท็อกซ์ สิ่งที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษก็คือ การเลือกทานอาหารในแต่ละครั้ง เพราะอาหารบางประเภทมีส่วนต่อการทำลายประสิทธิภาพของตัวยาที่ฉีดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อน อาหารประเภทหมักดองทุกชนิด และควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารหลากหลายชนิดที่ส่งผลต่อการขยายหลอดเลือด โดยเฉพาะในช่วง 7-14 วันหลังจากฉีดโบท็อกซ์ต้องใส่ใจในเรื่องการทานอาหารมากเป็นพิเศษ 5.เลือกทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทซิงค์ การทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทซิงค์ทั้งก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์ จะช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้เร็วและดียิ่งขึ้น ซึ่งอาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารทะเล หอยนางรม ไข่แดง และตับ การให้ความสำคัญและใส่ใจหลังจากฉีดโบท็อกซ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้โบท็อกซ์อยู่ได้นานอย่างมีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยแก่ร่างกายของเราได้ดีอีกด้วย ดังนั้นเพื่อคงไว้ซึ่งผิวหน้าที่เรียวและเต่งตึงพร้อมทั้งมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย แนะนำให้ใส่ใจในการดูแลตัวเองหลังจากฉีดโบท็อกซ์จะเป็นการดีที่สุด เมื่เรารู้ วิธีที่ช่วยให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นานๆ ได้แล้ว เราก็เลือกทำแต่ละวิธีได้นะ ว่าวิธีไหนเหมาะกับเรา เพราะเสียเงินไปแล้ว ใครๆก็คงต้องการคุ้มค่าสักหน่อย คงอยากให้ความสวยความตึงนี้อยู่ไปนานๆ

    Comments Off on วิธีที่ช่วยให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นานๆ 
  • สุขภาพ

    ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม

    สำหรับ ยาแก้แพ้ นั้นเหมือนเป็นปัจจัยหลักในชีวิตของคนที่มักจะแพ้อากาศ จาม น้ำมูกไหล แพ้ฝุ่น แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย จนมีผื่นคันขึ้นตามร่างกายเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเรามีผื่นคันตามร่างกาย ก็มักจะไปซื้อยาแก้แพ้มากินเพื่อบรรเทาอาการป่วย แต่หากกินบ่อยๆจะอันตรายไหม วันนี้เราจึงมีบทความ ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม มาฝากกัน ยาแก้แพ้ คืออะไร ยาแก้แพ้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Antihistamines เป็นกลุ่มยาต้านสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสารที่ก่ออาการแพ้ จะทำให้ฮิสตามีนถูกหลั่งออกมาจนเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น มีอาการคัน เกิดผื่น น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ฯลฯ ดังนั้น การกินยาแก้แพ้จะไปช่วยบรรเทาอาการคัน ไอ จาม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเกิดจากการแพ้ได้ ทั้งนี้ ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1. ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง หรือยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (Conventional antihistamines) เป็นยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), คีโตติเฟน (ketotifen) และออกซาโทไมด์ (oxatomide) ยาแก้แพ้กลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเยื่อจมูกอักเสบ คัน จาม น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันจากพิษแมลง พิษพืช หรือสารเคมีบางชนิด รวมไปถึงบรรเทาอาการเมารถหรือเมาเรือได้ ทว่าด้วยตัวยาที่ผ่านเข้าสู่เซลล์สมองไปกดประสาท ก็จะทำให้รู้สึกง่วงซึมเมื่อกินยาแก้แพ้ชนิดนี้เข้าไป และอาจพบอาการกระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง นอนไม่หลับ จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง น้ำหนักตัวเพิ่ม ในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ได้รับยาแก้แพ้ชนิดนี้ในปริมาณสูง ดังนั้น การกินยาแก้แพ้แบบง่วงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังคือ – ไม่ใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน – ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดนี้ – ห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ…

    Comments Off on ยาแก้แพ้ กินบ่อย ๆ อันตรายไหม
  • บทความทั่วไป

    วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวเหม็นกวนจมูก

    สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่นิยมเลี้ยงสัตว์กันอย่างมาก หากไม่เลี้ยงก็มีตามที่สาธารณะต่างๆ แต่สำหรับคนที่เลี้ยงนั้น ก็ต้องเคยเจอกับปัญหากลิ่นอึของเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรัก ถ้ายิ่งเป็นแมวที่เลี้ยงระบบปิดล่ะก็ ต้องเคยเจอกลิ่นอับอย่างแน่นอน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้กลิ่นเหล่านี้ก็จะทำลายบรรยากาศในบ้าน และหากสูดดมบ่อยก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ วันนี้เราจึงได้นำวิธีกำจัดกลิ่นอึแมวเหม็นกวนจมูก มาฝากกัน 1. ดินปลูกต้นไม้ดับกลิ่นได้ แถมปลูกต้นไม้ต่อได้เลย ถ้าวิธีอื่นไม่ได้ผล ลองกำจัดด้วยแบบธรรมชาติดูสิคะ ให้หาดินทรายที่เอาไว้ปลูกต้นไม้มาโรยกลบอึแมวให้ทั่ว กลิ่นก็จะหายไป แต่ถ้าไม่อยากให้แมวเข้ามาอึที่เดิม ๆ อีก ให้นำดินมาลงเยอะหน่อย แล้วหาต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาปลูกไว้ตรงนั้นไปเลยค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยกำจัดกลิ่นและป้องกันไม่ให้แมวมาอึซ้ำได้แล้ว เรายังได้สวนสวย ๆ เพิ่มอีกต่างหาก 2. น้ำยากำจัดกลิ่นทำเอง สูตรนี้เหมาะสำหรับกำจัดกลิ่นฉี่แมวในบ้าน โดยเริ่มจากผสมน้ำส้มสายชูและน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่า ๆ กันเทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดไปตรงจุดที่แมวฉี่ไว้ ซับออกด้วยทิชชู ทำซ้ำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วใช้ไดร์เป่าให้แห้ง ต่อมานำเบกกิ้งโซดาโรยกลบรอยฉี่แมวให้ทั่ว แล้วผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวงกับน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาให้เข้ากัน เทใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงบนเบกกิ้งโซดาที่โรยไว้ ใช้แปรงขัดเบา ๆ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วปิดท้ายด้วยใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดเศษเบกกิ้งโซดาให้หมด 3. น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำ EM นอกจากน้ำหมักชีวภาพจะช่วยปรับสภาพดินเพื่อการเกษตรได้แล้ว น้ำหมักยังมีคุณสมบัติที่ช่วยกำจัดกลิ่นอึและฉี่แมวได้อีกด้วย แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความสะอาดและเก็บสิ่งปฏิกูลให้เกลี้ยง จากนั้นนำน้ำหมัก (แบบไม่ผสมน้ำเปล่า) มาฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณนั้น ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกให้เกลี้ยง 4. กากกาแฟโรยดับกลิ่น หากที่บ้านพอจะมีกากกาแฟสดเหลืออยู่บ้าง หรือถ้าไม่มีก็ลองขอซื้อตามร้านกาแฟดูเลยค่ะ แล้วนำกากกาแฟมาผสมกับผิวเปลือกส้ม นำไปกลบไว้ในที่ที่แมวชอบมาฉี่หรืออึ ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็นได้ แถมยังมีกลิ่นที่ทำให้แมวไม่กลับมาอึที่เดิมด้วย 5. น้ำส้มสายชูผสมน้ำร้อน เราสามารถเอาน้ำสายชูมาประยุกต์เป็นสูตรดับกลิ่นได้หลากหลาย เช่นเดียวกับสูตรนี้เลยค่ะ โดยการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำร้อน (น้ำเดือด) ให้เข้ากันดี จากนั้นนำไปเทราดบริเวณที่แมวมาทิ้งบอมบ์ไว้ แต่ก่อนราดส่วนผสมอย่าลืมเก็บทำความสะอาดอึแมวให้เรียบร้อยก่อนนะคะ เมื่อราดลงไปแล้ว น้ำส้มสายชูและน้ำร้อนจะช่วยทำความสะอาดไปพร้อม ๆ กับควันระเหยที่ช่วยดับกลิ่น 6. ลูกเหม็นดับกลิ่นเหม็น ๆ จากอึแมว แม้จะชื่อว่า “ลูกเหม็น” แต่คุณสมบัติมันกลับโดดเด่นเหนือชื่อเลยค่ะ เพียงแค่นำลูกเหม็นมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน นำไปราดบริเวณที่แมวชอบมาอึทิ้งไว้ เพียงเท่านี้กลิ่นเหม็น ๆ กวนจมูกก็จะหายไป แถมยังไล่ไม่ให้แมวเข้ามาอึได้อีกต่างหาก แต่ต้องระวังอย่าผสมให้กลิ่นลูกเหม็นฉุนแรงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เราหายใจไม่สะดวกเอาได้ 7. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำฉีดไล่กลิ่น หากใครไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู แนะนำให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่า กะดูปริมาณให้เข้มข้นพอสมควร พอเข้ากันดีแล้วก็เทใส่ขวดสเปรย์ เพื่อนำไปฉีดพ่นบริเวณที่แมวเคยมาอึและฉี่บ่อย ๆ เพียงเท่านี้กลิ่นฉุนจากของเสียก็จะหายไป หรือจะโรยกลบของเสียไปก็ช่วยได้เหมือนกัน สำหรับวิธีกำจัดกลิ่นอึแมวเหม็นกวนจมูก ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้…

    Comments Off on วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวเหม็นกวนจมูก
  • บทความทั่วไป

    5 ประโยชน์จาก น้ำยาล้างจาน มีดีมากกว่าแค่ใช้ล้างจาน

    ปกติแล้วสำหรับน้ำยาล้างจานนั้น คนก็มักจะเข้าใจว่าเอาไว้ล้างจาน ชามช้อน สิ่งของต่างๆที่เลอะเทอะ ชะล้างสิ่งสกปรกและคราบต่างๆ และเชื่อว่าทุกบ้านต้องมีน้ำยาล้างจานอย่างแน่นอนและหน้าที่ของมันหลายๆบ้านก็ใช้เจ้าน้ำยาล้างจานอยู่หน้าที่เดียวเลยคือเอาไว้ล้างจาน น้ำยาล้างจานที่เราใช้กันโดยทั่วไป ความจริงแล้วมีประโยชน์มากกว่าเอามาทำความสะอาดภาชนะใส่อาหาร วันนี้เราจึงมีบทความ 5 ประโยชน์จาก น้ำยาล้างจาน มีดีมากกว่าแค่ใช้ล้างจาน มาฝากทุกคนกัน 1.ใช้ล้างรถ น้ำยาล้างจานสามารถเอามาใช้ล้างรถแทนได้ เพื่อความประหยัดหากใครไม่ต้องการเสียเงินแพงไปล้างที่ร้านหรือซื้อน้ำยาแพงๆมาล้าง หรือวันนั้นน้ำยาล้างรถหมด สามารถใช้น้ำยาล้างรถแทนได้ 2.ใช้น้ำยาล้างจานมาจัดการกับแมลงวัน เพียงแค่เทน้ำส้มสายชูใส่ถ้วยเล็กๆ ไว้  แล้วเติมน้ำยาล้างจานลงไป  เมื่อแมลงวันได้กลิ่นน้ำส้มสายชู ก็จะมาตอมและถูกดึงดูดให้จมด้วยน้ำยาล้างจานที่เหนียวข้นนั่นเอง  ลองทำใช้กันที่บ้านดู หรือไม่ก็ทดสอบผลโดยการทำทิ้งไว้แถวๆ ห้องครัว 3.ลบคราบที่เหนียวสกปรกติดเสื้อ คราบน้ำมัน หรือน้ำสลัดที่เลอะเสื้อ หากฉุกเฉินไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อหรือทำความสะอาด ลองขยี้ด้วยน้ำยาล้างจานชุบน้ำเล็กน้อย คราบจะเจือจางลงได้ 4.ล้างกระจกในห้องน้ำ เวลาที่เราแปรงฟันในห้องน้ำ แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาคราบกระเด็นของยาสีฟันแน่นอน แต่ปัญหานี้จะหมดไปเพียงแค่คุณนำน้ำยาล้างจานมาหยดใส่สก๊อตไบรท์นิดหน่อย และนำน้ำสะอาดมาฉีดหรือทำให้หน้ากระจกเปียกน้ำนิดนึงเสียก่อน แล้วค่อยนำสก๊อตไบรท์ดังกล่าวมาขัดบริเวณกระจก และล้างออกด้วยน้ำเปล่า หลังจากนั้นนำผ้ามาเช็ดให้แห้ง แค่นี้กระจกในห้องน้ำของเราก็สะอาดแล้วล่ะ 5. เพิ่มความแวววาวให้เครื่องประดับสุดโปรด ก่อนอื่นให้นำเอาน้ำเปล่ามา 1 แก้ว  แล้วหยดน้ำยาล้างจานลงไปนิดหน่อย หาไม้เล็กๆ หรือหลอดดูดมากวนให้เข้ากัน  จากนั้นก็เอาเครื่องประดับ สร้อย แหวน กำไลของคุณลงแช่ไว้ประมาณ 5 นาที  จากนั้นก็เอาแปรงสีฟันเก่ามาขัดเครื่องประดับของเราได้เลย ท้ายสุดก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด  แล้วเครื่องประดับของคุณจะกลับมาแวววาว น่าสวมใส่เหมือนเดิม

    Comments Off on 5 ประโยชน์จาก น้ำยาล้างจาน มีดีมากกว่าแค่ใช้ล้างจาน